Tuesday, April 10, 2007

การแก้ไขปัญหาด้านทะเบียนให้ราษฏร ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์

อยู่งานทะเบียนต้องพบกันประชาชนมากหน้าหลายตาทุกวันๆ ละสิบคนบ้างร้อยคนบ้าง บางวันอาจจะพากันมาหลายร้อยคน ที่มาเยอะๆ เนี่ยบางทีก็มาประท้วง บางทีก็มาขอบคุณในโอกาสสำคัญ หรือบางทีก็มาร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ แต่โดยสรุปแล้วเกือบทั้งร้อยแบกปัญหาตัวเองมาจากบ้านมาให้ฝ่ายทะเบียนเป็นผู้แก้ไขปัญหาให้

Tuesday, March 6, 2007

ตัวแปรที่นอกเหนือการควบคุม

ผมทำหนังสือแจ้งโรงเรียนทั้ง 16 โรง โดยกำหนดว่า เริ่มที่โรงเรียนบรรพตวิทยา ซึ่งมีจำนวนนักเรียน 77 คนนัดให้มาทำบัตรในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ โดยวางแผนว่า จำนวนนักเรียน 260 คน ถ่ายบัตรโดยใช้ขั้นตอนระยะเวลาเช่นเดียวกันกับทำบัตรประชาชน น่าจะเกินวันละร้อย แต่เผื่ออุปสรรคเช่น การเดินทางอาจใช้เวลา,นักเรียนอาจจะตื่นเต้น หรือการสื่อความหมายกับเด็กอาจไม่เข้าใจ อาจจะต้อนเด็กมาถ่ายรูปช้าไปบ้าง แต่ก็น่าจะได้ไม่น้อยกว่าวันละ 7-80 คน พอถึงวันนัดหมาย โรงเรียนใช้รถกระบะบรรทุกนักเรียนมาทั้งหมด 3 คันรถ ก็มาตั้งแต่เช้า ตี่นเต้นทั้งเด็กและเจ้าหน้าที่ คุณครูเรียกนักเรียนเข้าแถวนับจำนวน อ้าว!! ขาดไปอยู่ 11 คน สอบถามทราบว่าไปกับผู้ปกครองบ้าง ขาดเรียนเฉยๆ บ้าง ก็ไม่เป็นไร เรานำแบบสำรวจให้คุณครูแจกให้เด็กถือคนละใบของใครของมัน เพราะเวลาเรียกถ่ายบุตรจะได้ไม่สับกัน เมื่อทุกอย่างพร้อม ผมก็ให้เจ้าหน้าที่เรียกนักเรียนคนแรกไปถ่ายรูป ได้ผลเลยครับ เครื่องพิมพ์บัตรยังไม่ได้เปลี่ยนโปรแกรมเพราะยังใช้โปรแกรมถ่ายบัตรประชาชนอยู่ ผลก็คือ บัตรนักเรียนคนแรกใช้บัตร 2 แผ่นคือแผ่นแรกเป็นด้านหน้า อีกแผ่นเป็นด้านหลัง ทีนี้ความโกลาหลก็บังเกิดขึ้นแก่เจ้าหน้าที่เราทันที ป้ามาลา(เจ้าหน้าที่ปกครอง) รีบโทรฯประสานกับช่างของศูนย์ทะเบียนจังหวัดฯ ซึ่งก็เป็นโชคดีที่ช่างยังไม่ได้ออกท้องที่ จึงใช้มือแม่นาค (ซึ่งก็คือการสั่งการคอมพิวเตอร์ระยะไกล) แก้ไขโปรแกรมให้ ทำให้ปัญหานี้ลุล่วงไปได้ แต่เวลาก็ปาเข้าไปเกือบสิบเอ็ดโมงแล้ว ครับ ถ่ายบัตรได้แค่คนเดียวเอง พวกเราพยายามทำใจเย็น เรียกนักเรียนคนต่อไปมาถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือและก็รอผลสแกนว่าตรงกับผู้ใดในประเทศไทยหรือไม่ เราก็รอ รอ รอ และก็รอ ครับ..ครึ่งชั่วโมงต่อมา คอมพิวเตอร์แจ้งผลว่าลายนิ้วมือไม่ตรงกับใคร(ในโลก) จึงอนุญาตให้ทำบัตรได้ เวลาตอนนี้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง ผมเองเหงื่อแตกพรั่ก เกรงใจอาจารย์ที่คุมนักเรียนมา และก็หน้าแตกด้วย จึงใช้โอกาสนี้โทรฯเช็กกับอำเภอต่างๆ ทราบว่าเกิดปัญหาเดียวกัน เพราะทุกอำเภอต่างเข้าไปใช้โปรแกรมพร้อมกันและใช้ขณะที่โปรแกรมสำหรับคนไทยทั่วไปก็ใช้อยู่ทำให้ระบบมันดาว์น Down (ไม่ทราบว่าเรียกอย่างนี้ถูกหรือเปล่า แปลว่าชั่วโมงนึงถ่ายรูปนักเรียนได้ 2 คน) ขณะเดียวกันนักเรียนที่รอถ่ายรูปอยู่ข้างนอก อาจารย์ก็อนุญาตให้ไปทานอาหารได้ (ซึ่งก็คือร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอที่ภรรยานักการเป็นคนขายนั่นแหละ วันนั้นไม่ต้องเดาก็ทราบได้ว่าต้องขายดีเป็นพิเศษ)

Friday, March 2, 2007

ทำบัตรประจำตัวนักเรียน




เริ่มงานแรกโดยทำหนังสือแจ้งโรงเรียนที่ได้สำรวจนักเรียนผู้ไม่เคยมีชื่อในระบบการทะเบียนราษฏร หรือพูดง่ายๆ คือ นักเรียนที่มีพ่อแม่ไม่ใช่คนไทย จะเป็นเพราะอพยพหนีเข้ามาโดยผิดกฎหมาย หรืออยู่มานานแต่พ่อแม่ไม่แจ้งเกิดลูก ฯลฯ พอมาเข้าเรียนหนังสือรวมกับนักเรียนที่มีสัญชาติไทย จะเกิดปัญหากับโรงเรียนที่รับเด็กเหล่านี้ เช่นงบประมาณอาหารกลางวัน เพราะรัฐจะจัดสรรงบโดยยึดเอาจำนวนนักเรียนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือมีสัญชาติไทยเป็นตัวตั้ง แต่โรงเรียนต้องนำงบนั้นมาทำอาหารแบ่งให้นักเรียนทั้งหมด เรื่องไม่สามารถรับทุนการศึกษาได้ เรื่องไม่ได้รักษาพยาบาลฟรี ฯลฯ ดังนั้น รัฐจึงให้สำรวจและจัดทำทะเบียนไว้และให้จัดทำบัตรประจำตัวเพื่อเป็นเอกสารยืนยันตัวบุคคล บัตรนี้มีอายุ 10 ปี ถ่ายบัตรได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ รัฐกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ว่า จะให้ได้สัญชาติไทยเมื่อเรียนต่อเนื่องจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สำหรับอำเภอเวียงแก่น มีนักเรียนเป้าหมายทั้งหมด 304 คนจาก 16 โรงเรียน

เลี้ยงส่งย้ายไปเวียงแก่น


ตามคำสั่งจังหวัดเชียงรายที่ 72/2550 ลงวันที่ 15 มกราคม 2550 ให้เดินทางไปรับตำแหน่ง รักษาการในตำแหน่ง ปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายทะเบียนและบัตร อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไป และก่อนเดินทาง ผมได้ทำบันทึกมอบหมายการงานให้กับปลัดอำเภอ หน.ฝ่ายทะเบียนและบัตร เฉพาะเรื่องงานที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ 4 เรื่องคือ

1 คำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามระเบียบฯ ปี 2543 จำนวน 83 คำร้อง รวม 149 คน (บัญชีแนบท้าย 1.)
2 ขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน กลุ่มผู้ถูกถอนสัญชาติตาม ปว.337 จำนวน 9 ราย (บัญชีแนบท้าย 2.)
3 ขอเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ตามระเบียบสำนักทะเบียนกลางฯ จำนวน 60 ราย (บัญชีแนบท้าย 3.)
4 งานอื่นๆ (บัญชีแนบท้าย 4)